ชะตากรรมของ “คนผิวดำ” หลังรัฐคลายมาตรการโควิด-19

new

อัตราการเสียชีวิตของชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันที่อาศัยอยู่ในรัฐเท็กซัส มีมากกว่า 1 ใน 3 ของประชากรเท็กซัสทั้งหมด (17.2 เปอร์เซ็นต์ ต่อ 12.3 เปอร์เซ็นต์) ทว่า ผู้ประท้วงที่เรียกร้องให้ทำการเปิดระบบเศรษฐกิจของประเทศกลับเป็นชาวอเมริกันผิวขาว เช่น ในรัฐมิชิแกน ที่ประชาชนชาวอเมริกันผิวขาวถืออาวุธปืนเข้าไปในที่ทำการเมือง พร้อมกับธงสมาพันธรัฐอเมริกาและสัญลักษณ์สวัสติกะ ขณะที่ ชาวอเมริกันผิวดำที่มีจำนวนเพียง 14 เปอร์เซ็นต์ของรัฐ ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมด้วย แต่กลับมีอัตราการป่วยด้วยโรคโควิด-19 สูงถึง 32 เปอร์เซ็นต์

Denita Jones พนักงานคอลเซ็นเตอร์จากดัลลัส ชี้ว่า เมื่อผู้หญิงในพื้นที่ดัลลัส ฝ่าฝืนมาตรการอยู่บ้านเพื่อหยุดเชื้อของทางภาครัฐ พวกเธอมักได้รับคำชื่นชมจากผู้นำจากพรรคริพับลิกัน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การคลายมาตรการอยู่บ้านเพื่อหยุดเชื้อ อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อระบบสาธารณสุข เช่นเดียวกับนักกิจกรรมทางสังคมที่ระบุว่า การผ่อนคลายมาตรการโรคโควิด-19 จะส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ต้องเสียสละหลาย ๆ อย่าง เพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มเล็ก ขณะที่นักวิชาการหลายคนยกประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของสหรัฐอเมริกา ที่มักส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันผิวดำ

ในหัวเมืองใหญ่ทั่วสหรัฐฯ ที่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากที่สุด ชาวอเมริกันผิวดำมักจะเป็นกลุ่มคนที่ติดโรคมากที่สุด โดยมีอัตรามากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศ ขณะที่อัตราการเสียชีวิตของคนผิวดำก็มีมากถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งไปกว่านั้น ชาวอเมริกันผิวดำยังทำงานที่มีโอกาสติดเชื้อได้มากกว่า เช่น ผู้ทำงานในโรงงานและพนักงานส่งของ เป็นชาวอเมริกันผิวสีมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ พนักงานทำความสะอาดก็ถือเป็นกลุ่มเปราะบางทางเศรษฐกิจ ซึ่งมากกว่า 1 ใน 4 มีฐานะยากจน ขณะที่มากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์เป็นคนผิวสี

ไม่เพียงเชื้อไวรัสโคโรนาจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของชาวอเมริกัน แต่มันยังได้เปิดโปงความไม่เท่าเทียมทางเชื้อชาติที่ยังคงมีอยู่ในระบบสุขภาพและระบบแรงงานของสหรัฐอเมริกา คนผิวดำมักไม่มีประกันสุขภาพ ขณะเดียวกัน ก็อาศัยอยู่ในพื้นที่จำกัด ที่ส่งผลให้เกิดการติดต่อของโรคได้ง่าย ขณะที่ ความรุนแรงของนโยบายจากภาครัฐส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตของคนจนและคนผิวสีอย่างไม่จำเป็น ซึ่ง William Barber จากกลุ่ม Poor People’s Campaign เรียกการกระทำของรัฐบาลเช่นนี้ว่า “รูปแบบนโยบายการสังหารหมู่”

Jones ต้องกลับไปทำงานอีกครั้ง และที่ทำงานของเธอก็ไม่มีมาตรการในการป้องกันโรค ขณะที่การใส่หน้ากากถือเป็นทางเลือกที่พนักงานจะเลือกปฏิบัติตามหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น ก่อนที่เธอจะเข้าบ้าน เธอต้องโทรศัพท์ให้ลูก ๆ ของเธอแยกตัวไปอยู่ในห้อง ขณะที่เธอทำความสะอาดร่างกายและเสื้อผ้า นี่เป็นเพียงทางเลือกเดียวที่ Jones มี แต่หากเธอไม่ไปทำงาน เธอก็จะไม่มีเงินมาจุนเจือครอบครัว

“มันไม่ยุติธรรมสำหรับฉัน ครอบครัวของฉันหรือไม่ว่าคนทำงานไร้ทักษะคนไหน ที่ต้องกลับไปทำงาน การกลับไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบนั้นเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก แต่ถ้าฉันไม่ทำ ครอบครัวของฉันก็จะอดตาย” Jones กล่าว

ชาวอเมริกันผิวดำหลายคนกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ โดยธนาคารกลางของสหรัฐฯ ชี้ว่า ครอบครัวอเมริกันส่วนใหญ่มีรายได้ 40,000 ดอลลาร์ต่อปี กว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของผู้ถูกจ้างงานในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ต้องตกงานในเดือนมีนาคม ขณะที่ครอบครัวคนผิวดำมีรายได้น้อยกว่า 40,000 ดอลลาร์ต่อปี

ขณะที่การสำรวจของ Pew Research พบว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ชาวอเมริกันผิวดำมากกว่า 44 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่า ตัวเองหรือคนในบ้านต้องประสบปัญหาตกงาน เพราะการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ซึ่งมีปริมาณมากกว่าชาวอเมริกันผิวขาว ที่มีอัตราตกงานอยู่ที่ 38 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม แม้เจ้าหน้าที่รัฐจะเริ่มผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ แต่คนทำงานในหลายพื้นที่ก็ทำการหยุดงานประท้วง แม้ชาวอเมริกันทุกเชื้อชาติจะสนับสนุนมาตรการอยู่บ้านเพื่อหยุดเชื้อ แต่กลุ่มต่อต้านการล็อกดาวน์ก็จะยังคงมีอยู่ต่อไป ในขณะที่เสียงของคนกลุ่มนี้มักจะดังกว่าคนกลุ่มอื่น ๆ แต่สำหรับชาวอเมริกันที่ยากจน คนผิวสี หรือผู้อพยพเข้าเมืองแล้ว การเปิดเมืองอีกครั้งเท่ากับความเสี่ยงที่พวกเขาจะสูญเสียชีวิต หรือสูญเสียคนที่พวกเขารักไป

“ประเทศของเรา คือประเทศที่ผู้มีอำนาจไม่รู้สึกอะไรกับการตายของคนยากจน การประท้วงเปิดเมืองเป็นการขับเคลื่อนที่ส่งผลกระทบต่อคนจนทุกคน ไม่ว่าจะสีผิวใดก็ตาม” Barber กล่าวปิดท้าย